กำเนิดระบบสุริยะ

      ระบบสุริยะเกิดจากกลุ่มฝุ่นและ ก๊าซในอวกาศซึ่งเรียกว่า “โซลาร์เนบิวลา”

(Solar Nebula) รวมตัวกันเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว  (นักวิทยาศาสตร์

คำนวณจากอัตราการหลอมรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมภายในดวง อาทิตย์)เมื่อ

สสารมากขึ้น แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลสารมากขึ้นตามไปด้วย กลุ่มฝุ่นก๊าซ ยุบ

ตัวหมุนเป็นรูปจานตามหลักอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม ดังภาพที่ 1  แรงโน้มถ่วง

ที่ใจกลางสร้างแรงกดดันมากทำให้ก๊าซมีอุณหภูมิสูงพอที่จุดปฏิ กิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

หลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม  ดวงอาทิตย์จึงถือกำเนิดเป็นดาวฤกษ์  


องค์ประกอบของระบบสุริยะ

 ดวงอาทิตย์ (The Sun)  เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงตำแหน่งศูนย์กลางของระบบสุริยะและเป็นศูนย์กลาง
ของแรงโน้มถ่วง ทำให้ดาวเคราะห์และบริวารทั้งหลายโคจรล้อมรอบ

 


ภาพระบบสุริยะ

 ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner Planets)  เป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูงและพื้นผิวเป็นของแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธาตุหนัก มีบรรยากาศอยู่เบาบาง ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลจากความร้อนของดวงอาทิตย์และลมสุริยะ ทำให้ธาตุเบาเสียประจุ ไม่สามารถดำรงสถานะอยู่ได้ ดาวเคราะห์ชั้นในบางครั้งเรียกว่า ดาวเคราะห์พื้นแข็ง “Terrestrial Planets"เนื่องจากมีพื้นผิวเป็นของแข็งคล้ายคลึง
กับโลก ดาวเคราะห์ชั้นในมี 4 ดวง คือ ดาวพุธ  ดาวศุกร์  โลกและดาวอังคาร

 ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer Planets)  เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ แต่มีความหนาแน่นต่ำ เกิดจากการสะสมตัวของธาตุเบาอย่างช้าๆ  ทำนองเดียวกับการก่อตัวของก้อนหิมะ เนื่องจากได้รับอิทธิพลของความร้อนและลมสุริยะจากดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย  ดาวเคราะห์พวกนี้จึงมีแก่นขนาดเล็กห่อหุ้มด้วยก๊าซจำนวนมหาสาร บางครั้งเราเรียกดาวเคราะห์ประเภทนี้ว่า ดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ (Gas Giants) หรือ  Jovian Planets ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายดาวพฤหัสบดี  ดาวเคราะห์ชั้นนอกมี 4 ดวง
คือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน 
                                                                                  

 ดวงจันทร์บริวาร (Satellites) โลกมิใช่ดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีดวงจันทร์บริวาร โลกมีบริวารชื่อว่า “ดวงจันทร์” (The Moon) ขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นก็มีบริวารเช่นกัน เช่น ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์ขนาดใหญ่ 4 ดวงชื่อ ไอโอ (Io), ยูโรปา(Europa), กันนีมีด (ganymede) และคัลลิสโต (Callisto) ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กัน เพียงแต่ดวงจันทร์มิได้รวมตัวกับดาวเคราะห์โดยตรง แต่ก่อตัวขึ้นภายในวงโคจรของดาวเคราะห์ เราจะสังเกตได้ว่า หากมองจากด้านบนของระบบสุริยะจะเห็นได้ว่า ทั้งดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ส่วนใหญ่ จะหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา และโคจรรอบดวงทิตย์ในทิศทวนเข็มนาฬิกาเช่นกันหากมองจากด้านข้างของระบบสุริยะก็จะพบว่า ทั้งดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์บริวาร จะอยู่ในระนาบที่ใกล้เคียงกับสุริยะวิถีมาก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากระบบสุริยะทั้งระบบ ก็กำเนิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยการยุบและหมุนตัวของจานฝุ่น 

 ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planets) เป็น นิยามใหม่ของสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union) ที่กล่าวถึง วัตถุขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายทรงกลม แต่มีวงโคจรเป็นรูปรี ซ้อนทับกับดาวเคราะห์ดวงอื่น และไม่อยู่ในระนาบของสุริยะวิถี ซึ่งได้แก่ ซีรีส พัลลาส พลูโต และดาวที่เพิ่งค้นพบใหม่ เช่น อีริส เซ็ดนา วารูนา เป็นต้น (ดูภาพที่ 3 ประกอบ)


  ขนาดของดาวเคราะห์แคระเปรียบเทียบกับโลก (ที่มา: NASA, JPL)

 ดาวเคราะห์น้อย  (Asteroids) เกิดจากวัสดุที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ได้ เนื่องจากแรงรบกวนจากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ดังเราจะพบว่าประชากรของดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่อยู่ที่ “แถบดาวเคราะห์น้อย” (Asteroid belt) ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์แคระเช่น เซเรส ก็เคยจัดว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (เส้นผ่านศูนย์กลาง 900 กิโลเมตร) ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่จะมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปรีมาก และไม่อยู่ในระนาบสุริยะวิถี  ขณะนี้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยแล้วประมาณ 3 แสนดวง


ภาพแถบดาวเคราะห์น้อย (ที่มา: Pearson Prentice Hall, Inc)

 ดาวหาง (Comets) เป็นวัตถุขนาดเล็กเช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อย แต่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงยาวรีมาก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซในสถานะของแข็ง เมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าหาดวงอาทิตย์ ความร้อนจะให้มวลของมันระเหิดกลายเป็นก๊าซ ลมสุริยะเป่าให้ก๊าซเล่านั้นพุ่งออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ กลายเป็นหาง

 วัตถุในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Objects) เป็นวัตถุที่หนาวเย็นเช่นเดียวกับดาวหาง แต่มีวงโคจรอยู่ถัดจากดาวเนปจูนออกไป บางครั้งจึงเรียกว่า Trans Neptune Objects ทั้งนี้แถบคุยเปอร์จะอยู่ในระนาบของสุริยะวิถี โดยมีระยะห่างออกไปตั้งแต่ 40 – 500 AU (AU ย่อมาจาก Astronomical Unit หรือ หน่วยดาราศาสตร์ เท่ากับระยะทางระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ หรือ 150  ล้านกิโลเมตร) ดาวพลูโตเองก็จัดว่าเป็นวัตถุในแถบคุยเปอร์ รวมทั้งดาวเคราะห์แคระซึ่งค้นพบใหม่ เช่น อีริส เซ็ดนา วารูนา เป็นต้น  ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุในแถบไคเปอร์แล้วมากกว่า 35,000 ดวง


ภาพแถบไคเปอร์ และวงโคจรของดาวพลูโต (ที่มา: NASA, JPL)

 เมฆออร์ท (Oort Cloud)  เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นโดยนักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ แจน ออร์ท (Jan Oort) ซึ่งเชื่อว่า ณ สุดขอบของระบบสุริยะรัศมีประมาณ 50,000 AU จากดวงอาทิตย์ระบบสุริยะ
ของเราห่อหุ้มด้วยวัสดุก๊าซแข็ง ซึ่งหากมีแรงโน้มถ่วงจากภายนอกมากระทบกระเทือน ก๊าซแข็งเหล่านี้ก็จะหลุดเข้าสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ กลายเป็นดาวหางวงโคจรคาบยาว (Long-period comets)


ภาพตำแหน่งของแถบไคเปอร์และเมฆออร์ท (ที่มา: NASA, JPL)

กาแล็กซี (Galaxies)
          กาแล็กซีประกอบด้วย ดาวฤกษ์จำนวนมากมายมหาศาล ประมาณ 100,000 ล้านดวง และที่ว่างกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ ในที่ว่างระหว่างดวงดาวนี้ มีกลุ่มก้อนฝุ่นและแก๊สกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในกลุ่มฝุ่นและแก๊สบางแห่งสาร วัตถุดิบกำลังกลั่นตัว ยุบตัวลงเป็นดาวฤกษ์ในระยะแรกเกิดก็อยู่ด้วย องค์ประกอบส่วนใหญ่ของกลุ่มแก๊สที่ล่องลอยอยู่ คือ ธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานในการแผ่รังสีของดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในเอกภพ

                                            

  

ประเภทของกาแล็กซี่ (TYPE OF GALAXY)
     บรรดากาแล็กซี่ที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมากมายมหาศาลนั้นสามารถจำแนกได้หลายประเภท บ้างก็กลม (round) บ้างก็รีอยางรูปไข่(elliptical) บ้างก็แบนหรือนูนอย่างรูปเลนส์(flat or lens-shaped)บ้างก็เป็นรูปเกลียวก้นหอย (spiral) ที่มีแขนยื่นออกมาจากใจกลางซึ่งเป็นที่ที่ดาวฤกษ์ส่วนมากอยู่ในนั้นจำนวน2แขนหรือมากกว่านั้น

รูปร่างของกาแล็กซี

ไฟล์:Hubble sequence photo.png
     - กาแล็กซี แบบกังหัน (spiral galaxy) มีรูปร่างแบน ตรงกลางเป็นทรงกลมเป็นกระเปาะ มีแขนเหยียดออกไปหลายอัน และตีเกลียวดูเป็นรูปเหมือนกังหัน
     - กาแล็กซี แบบกังหันมีคาน (barred spiral galaxy) มีลักษณะคล้ายกับกาแล็กซี แบบกังหัน แต่ที่กระเปาะใจกลางของกาแล็กซี จะมีคานยื่นออกมาสองด้าน และที่ปลายคานมีแขนออกไป มองดูคล้ายกับหัวฉีดน้ำในสนามหญ้า
     - กาแล็กซี แบบรี (eliptical galaxy) มองดูคล้ายกับซิการ์ กาแล็กซี ชนิดนี้มักจะเป็นกาแล็กซี ที่มีอายุมาก เต็มไปด้วยดาวแก่ที่ใกล้จะดับ
     - กาแล็กซี ไร้รูปร่างเป็นกาแล็กซี ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน เข้าใจว่าเกิดจากการกลืนกันของดาราจักร แบบ 1-3 ที่อยู่ใกล้กัน

      การตั้งชื่อกาแล็กซี่ก็คล้ายกับการตั้งชื่อหมู่ดาวฤกษ์และหมู่เนบิวลาที่ใช้อักษรหนึ่งตัวกับตัวเลขอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้จำแนกกาแล็กซีเป็นคนแรกคือ  ซี.แมสเซียร์ (C. Messier) นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและนั่นคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดชื่อของหลายกาแลกซีจึงขึ้นต้นด้วยอักษรเอ็ม(M)เหมือนกันและตามด้วยตัวเลขอีกจำนวนหนึ่ง

ที่มา: http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phayao/oraphin_s/darasat/section1_p05.html
        http://www.northeducation.ac.th/elearning/ed_sc30/chap07/sc7212.html
        http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/2/solar_system_birth/solar_system_birth/solar_system_birth.html
 

กาเเลกซี่และการกำเนิดระบบสุริยะ


                     

กำเนิดระบบสุริยะ                    

 ภาพ กำเนิดระบบสุริยะ

 

 ระบบสุริยะเกิดจากกลุ่มฝุ่นและก๊าซในอวกาศซึ่งเรียก ว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar Nebula) รวมตัวกันเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว  (นักวิทยาศาสตร์คำนวณจากอัตราการหลอมรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมภายในดวง อาทิตย์)  เมื่อสสารมากขึ้น แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลสารมากขึ้นตามไปด้วย กลุ่มฝุ่นก๊าซยุบตัวหมุนเป็นรูปจานตามหลักอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม ดังภาพที่ 1    แรงโน้มถ่วงที่ใจกลางสร้างแรงกดดันมากทำให้ก๊าซมีอุณหภูมิสูงพอที่จุดปฏิ กิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม  ดวงอาทิตย์จึงถือกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ 

วัสดุชั้นรอบนอกของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำกว่า ยังโคจรไปตามโมเมนตัมที่มีอยู่เดิม รอบดวงอาทิตย์เป็นชั้นๆ   มวลสารของแต่ละชั้นพยายามรวมตัวกันด้วยแรงโน้มถ่วง  ด้วยเหตุนี้ดาวเคราะห์จึงถือกำเนิดขึ้นเป็นรูปทรงกลม เนื่องจากมวลสารพุ่งใส่กันจากทุกทิศทาง   
            อิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงทำให้วัสดุที่อยู่รอบๆ พยายามพุ่งเข้าหาดาวเคราะห์  ถ้าทิศทางของการเคลื่อนที่มีมุมลึกพอ ก็จะพุ่งชนดาวเคราะห์ทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากมวลรวมกัน  แต่ถ้ามุมของการพุ่งชนตื้นเกินไป ก็จะทำให้แฉลบเข้าสู่วงโคจร และเกิดการรวมตัวต่างหากกลายเป็นดวงจันทร์บริวาร  ดังเราจะเห็นได้ว่า ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี จะมีดวงจันทร์บริวารหลายดวงและมีวงโคจรหลายชั้น เนื่องจากมีมวลสารมากและแรงโน้มถ่วงมหาศาล  ต่างกับดาวพุธซึ่งมี
ขนาดเล็กมีแรงโน้มถ่วงน้อย ไม่มีดวงจันทร์บริวารเลย  วัสดุที่อยู่โดยรอบจะพุ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ เพราะ
มีแรงโน้มถ่วงมากกว่าเยอะ

องค์ประกอบของระบบสุริยะ

 ดวงอาทิตย์ (The Sun)  เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงตำแหน่งศูนย์กลางของระบบสุริยะและเป็นศูนย์กลาง
ของแรงโน้มถ่วง ทำให้ดาวเคราะห์และบริวารทั้งหลายโคจรล้อมรอบ

 


ภาพระบบสุริยะ

 ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner Planets)  เป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูงและพื้นผิวเป็น
ของแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธาตุหนัก มีบรรยากาศอยู่เบาบาง ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลจากความร้อนของ
ดวงอาทิตย์และลมสุริยะ ทำให้ธาตุเบาเสียประจุ ไม่สามารถดำรงสถานะอยู่ได้   ดาวเคราะห์ชั้นใน
บางครั้งเรียกว่า ดาวเคราะห์พื้นแข็ง “Terrestrial Planets"เนื่องจากมีพื้นผิวเป็นของแข็งคล้ายคลึง
กับโลก  ดาวเคราะห์ชั้นในมี 4 ดวง คือ ดาวพุธ  ดาวศุกร์  โลก 
   และดาวอังคาร

 ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer Planets)  เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ แต่มีความหนาแน่นต่ำ เกิดจาก
การสะสมตัวของธาตุเบาอย่างช้าๆ  ทำนองเดียวกับการก่อตัวของก้อนหิมะ เนื่องจากได้รับอิทธิพลของ
ความร้อนและลมสุริยะจากดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย  ดาวเคราะห์พวกนี้จึงมีแก่นขนาดเล็กห่อหุ้มด้วย
ก๊าซจำนวนมหาสาร  บางครั้งเราเรียกดาวเคราะห์ประเภทนี้ว่า ดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ (Gas Giants) หรือ  Jovian Planets   ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายดาวพฤหัสบดี  ดาวเคราะห์ชั้นนอกมี 4 ดวง
คือ ดาวพฤหัสบดี    ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน 
                                                                                  

 ดวงจันทร์บริวาร (Satellites)  โลกมิใช่ดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีดวงจันทร์บริวาร  โลกมีบริวาร
ชื่อว่า “ดวงจันทร์” (The Moon)  ขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นก็มีบริวารเช่นกัน  เช่น ดาวพฤหัสบดีมี
ดวงจันทร์ขนาดใหญ่ 4 ดวงชื่อ ไอโอ (Io), ยูโรปา (Europa), กันนีมีด (ganymede) และคัลลิสโต (Callisto)  ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กัน เพียงแต่ดวงจันทร์มิได้รวมตัวกับ
ดาวเคราะห์โดยตรง แต่ก่อตัวขึ้นภายในวงโคจรของดาวเคราะห์  เราจะสังเกตได้ว่า หากมองจากด้านบน
ของระบบสุริยะ  จะเห็นได้ว่า ทั้งดวงอาทิตย์    ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ส่วนใหญ่  จะหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา  และโคจรรอบดวงทิตย์ในทิศทวนเข็มนาฬิกาเช่นกันหากมองจากด้านข้างของ
ระบบสุริยะก็จะพบว่า    ทั้งดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์บริวาร จะอยู่ในระนาบที่ใกล้เคียงกับ
สุริยะวิถีมาก  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากระบบสุริยะทั้งระบบ ก็กำเนิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยการยุบและหมุนตัว
ของจานฝุ่น  

 ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planets) เป็น นิยามใหม่ของสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International    Astronomical Union) ที่กล่าวถึง วัตถุขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายทรงกลม แต่มีวงโคจรเป็นรูปรี    ซ้อนทับกับดาวเคราะห์ดวงอื่น และไม่อยู่ในระนาบของสุริยะวิถี ซึ่งได้แก่ ซีรีส พัลลาส พลูโต    และดาวที่เพิ่งค้นพบใหม่ เช่น อีริส เซ็ดนา วารูนา  เป็นต้น (ดูภาพที่ 3 ประกอบ)


  ขนาดของดาวเคราะห์แคระเปรียบเทียบกับโลก (ที่มา: NASA, JPL)

 ดาวเคราะห์น้อย  (Asteroids) เกิดจากวัสดุที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ได้    เนื่องจากแรงรบกวนจากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์  ดังเราจะพบว่า   ประชากรของดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่อยู่ที่ “แถบดาวเคราะห์น้อย” (Asteroid belt)   ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี   ดาวเคราะห์แคระเช่น เซเรส   ก็เคยจัดว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (เส้นผ่านศูนย์กลาง 900 กิโลเมตร)    ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่จะมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปรีมาก  และไม่อยู่ในระนาบสุริยะวิถี   ขณะนี้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยแล้วประมาณ 3 แสนดวง


ภาพแถบดาวเคราะห์น้อย (ที่มา: Pearson Prentice Hall, Inc)

 ดาวหาง (Comets) เป็นวัตถุขนาดเล็กเช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อย    แต่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงยาวรีมาก  มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซในสถานะของแข็ง    เมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าหาดวงอาทิตย์ ความร้อนจะให้มวลของมันระเหิดกลายเป็นก๊าซ    ลมสุริยะเป่าให้ก๊าซเล่านั้นพุ่งออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ กลายเป็นหาง

 วัตถุในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Objects) เป็น วัตถุที่หนาวเย็นเช่นเดียวกับดาวหาง   แต่มีวงโคจรอยู่ถัดจากดาวเนปจูนออกไป บางครั้งจึงเรียกว่า Trans Neptune Objects    ทั้งนี้แถบคุยเปอร์จะอยู่ในระนาบของสุริยะวิถี โดยมีระยะห่างออกไปตั้งแต่ 40 – 500 AU (AU ย่อมาจาก   Astronomical Unit หรือ หน่วยดาราศาสตร์ เท่ากับระยะทางระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์ หรือ 150   ล้านกิโลเมตร)   ดาวพลูโตเองก็จัดว่าเป็นวัตถุในแถบคุยเปอร์ รวมทั้งดาวเคราะห์แคระซึ่งค้นพบใหม่ เช่น อีริส   เซ็ดนา วารูนา  เป็นต้น  ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุในแถบไคเปอร์แล้วมากกว่า 35,000 ดวง


ภาพแถบไคเปอร์ และวงโคจรของดาวพลูโต (ที่มา: NASA, JPL)

 เมฆออร์ท (Oort Cloud)  เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นโดยนักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ แจน ออร์ท (Jan Oort) ซึ่งเชื่อว่า ณ สุดขอบของระบบสุริยะ รัศมีประมาณ 50,000 AU จากดวงอาทิตย์  ระบบสุริยะ
ของเราห่อหุ้มด้วยวัสดุก๊าซแข็ง ซึ่งหากมีแรงโน้มถ่วงจากภายนอกมากระทบกระเทือน   ก๊าซแข็งเหล่านี้ก็จะหลุดเข้าสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ กลายเป็นดาวหางวงโคจรคาบยาว (Long-period   comets)


ภาพตำแหน่งของแถบไคเปอร์และเมฆออร์ท (ที่มา: NASA, JPL)

ข้อมูลที่น่ารู้

    ระบบสุริยะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,000 ล้านกิโลเมตร
    99% ของเนื้อสารทั้งหมดของระบบสุริยะ รวมอยู่ที่ดวงอาทิตย์
    ในปัจจุบันถือว่า ดาวเคราะห์มี 8 ดวง  ดาวพลูโต   ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ เช่น ซีรีส จูโน พัลลาส เวสตา  และวัตถุไคเปอร์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น อีรีส เซดนา  ถูกจัดประเภทใหม่ว่าเป็น ดาวเคราะห์แคระ
    ดาวศุกร์มีอุณหภูมิพื้นผิวที่สูงสุดในระบบสุริยะ (ร้อนกว่าดาวพุธ) เนื่องจากมีภาวะเรือนกระจก
    ดวงจันทร์บริวารขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้ว มีจำนวนไม่น้อยกว่า 130 ดวง
    นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากกว่า 300,000 ดวง  ส่วนใหญ่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย  ระหว่างวงโคจรของดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี  นอกจากนั้นยังมีกลุ่มดาวเคราะห์น้อยโทรจัน  ซึ่งอยู่ร่วมวงโคจรกับดาวพฤหัสบดี  และยังมีดาวเคราะห์น้อยบางดวงโคจรเข้าใกล้โลกมากกว่าดวงจันทร์
    ดาวเคราะห์น้อยบางดวงมีดวงจันทร์บริวารด้วย เช่น ดาวเคราะห์น้อยไอดา (Ida) ขนาด 28 x 13 กิโลเมตร  มีดวงจันทร์แดคทิล (Dactyl)ขนาด 1 กม. โดยมีรัศมีวงโคจร 100 กิโลเมตร
    ดาวพลูโตที่จัดว่าเป็นดาวเคราะห์แคระ มีดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 3 ดวง
 
กำเนิดเอกภพ

กำเนิดเอกภพเริ่มนับจากจุดที่เรียกว่า บิกแบง (Big Bang) “บิกแบง” เป็นชื่อที่ใช้เรียกทฤษฎีกำเนิดเอกภพทฤษฎีหนึ่ง ปัจจุบันทฤษฎีบิกแบงเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพราะมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่สอดคล้องหรือเป็นไปตามทฤษฎีบิกแบง ก่อนบิกแบงเอกภพเป็นพลังงานล้วนๆ ภายใต้อุณหภูมิที่สูงยิ่ง จุดบิกแบงจึงเป็นจุดที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนเป็นสสารครั้งแรก เป็นจุดเริ่มต้นของเวลาและเอกภพ

ปัจจุบันเอกภพประกอบด้วยกาแล็กซี่จำนวนเป็นแสนล้านแห่ง ระหว่างกาแล็กซี่เป็นอวกาศที่เวิ้งว้างกว้างไกล เอกภพจึงมีขนาดใหญ่มาก โดยมีรัศมีไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านปี ภายในกาแล็กซี่แต่ละแห่งประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก แหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ที่เรียกว่า เนบิวลา และที่ว่าง โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของกาแล็กซี่ของเรา

บิกแบงเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงการเกิดระเบิดครั้งใหญ่ที่ทำให้พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นเนื้อสาร มีวิวัฒนาการต่อเนื่องจนเกิดเป็นกาแล็กซี่ เนบิวลาดาวฤกษ์ ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์ มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ

ขณะเกิดบิกแบงมีเนื้อสารเกิดขึ้นในรูปของอนุภาคพื้นฐานชื่อ ควาร์ก อิเล็กตรอน นิวทริโน และโฟตอนซึ่งเป็นพลังงานเมื่อเกิดเป็นอนุภาคก็จะเกิดปฏิอนุภาค ที่มีประจุไฟฟ้าตรงข้าม ทำให้ประจุไฟฟ้ารวมของเอกภพเป็นศูนย์ เมื่อปฏิอนุภาคพบกับอนุภาคชนิดเดียวกันจะหลอมรวมกันเนื้อสารหายไปเป็น

พลังงานอย่างหมดสิ้น ถ้าเอกภพมีอนุภาคเท่ากับปฏิอนุภาคพอดี เมื่อพบกันจะกลายเป็นพลังงานทั้งหมดก็จะไม่เกิดกาแล็กซี่ดาวฤกษ์และระบบ สุริยะโชคดีที่ในธรรมชาติมีอนุภาคมากกว่าปฏิอนุภาคดังนั้นเมื่ออนุภาคพบ กับ อนุภาคนอกจากจะได้พลังงานเกิดขึ้นแล้วยังมีอนุภาคเหลืออยู่ และนี่คือ อนุภาคที่ก่อกำเนิดเป็นสสารของเอกภพในปัจจุบัน

 

+หลังบิกแบงเพียง 10-6 วินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นสิบล้านล้านเคลวิน ทำให้ควาร์กเกิดการรวมตัวกัน กลายเป็นโปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน) และนิวตรอน

+หลังบิกแบง 3 นาที อุณหภูมิเอกภพลดลงเป็นร้อยล้านเคลวิน มีผลให้โปรตอนและนิวตรอนเกิดการรวมตัวเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม ในช่วงแรกๆนี้ เอกภพขยายตัวอย่างเร็วมาก

+หลังบิกแบง 300,000 ปี อุณหภูมิลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียมดึงอิเล็กตรอนเข้ามาอยู่ในวงโคจร เกิดเป็นอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลียมตามลำดับ

+เกิดกาแล็กซี่ต่างๆหลังบิกแบง 10,000 ล้านปีภายในกาแล็กซี่มีธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสารเบื้องต้นซึ่งเกิดเป็น ดาวฤกษ์รุ่นแรกๆส่วนธาตุต่างๆที่มีมวลมากกว่าฮีเลียมเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่
 

มีข้อสังเกตใดหรือประจักษ์พยานใด ที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบง
ปรากฏการณือย่างน้อย 2 อย่าง ที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบงได้แก่ การขยายตัวของเอกภพ และอุณหภูมิพื้นหลังของอวกาศ ซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน

ข้อสังเกตประการที่ 1 คือ การขยายตัวของเอกภพ
ฮับเบิลเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันที่ค้นพบว่ากาแล็กซี่จะเคลื่อนที่ไกลออกไป
ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะทางกาแล็กซี่ที่อยู่ไกลยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วกว่ากาแล็กซ
ี่ที่อยู่ใกล้นั่นคือเอกภพกำลังขยายตัวจากความเข้าใจในเรื่องนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถ
คำนวณอายุของเอกภพได้

ข้อสังเกตประการที่ 2 คือ อุณหภูมิพ้นหลังของเอกภพปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน
การค้นพบอุณหภูมิของเอกภพในปัจจุบันหรืออุณหภูมิพื้นหลัง เป็นการค้นพบโดยบังเอิญโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน 2 คนชื่อ อาร์โน เพนเซียส และ โรเบิร์ต วิลสัน แห่งห้องปฏิบัติการเบลเทเลโฟน เมื่อปี พ.ศ.2508 ขณะนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนกำลังทดสอบระบบเครื่องรับสัญญาณของกล้อง โทรทรรศน์วิทยุ ปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวนตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน หรือฤดูกาลต่างๆแม้เปลี่ยนทิศทางและทำความสะอาดสายอากาศแล้วก็ยังมีสัญญาณ รบกวนสัญญาณอยู่เช่นเดิม ต่อมาทราบภสยหลังว่าเป็นสัญญาณที่เหลืออยู่ในอวกาศ เทียบได้กับพลังงานของการแผ่รังสีของวัตถุดำที่มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน หรือประมาณ -270องศาเซลเซียส

ในขณะเดียวกัน โรเบิร์ต ดิกกี พี.เจ.อี.พีเบลส์ เดวิด โรลล์ และเดวิด วิลคินสัน แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ทำนายมานานแล้วว่า การแผ่รังสีจากบิกแบงที่เหลืออยู่
ในปัจจุบันน่าจะตรวจสอบได้ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

ดังนั้นการพบพลังงานจากทุกทิศทุกทางในปริมาณที่เทียบได้กับพลังงานที่เกิดจากการแผ่รังสี
ของวัตถุดำที่มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบงได้เป็นอย่างดี

กาแล็กซีมีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการอย่างไร?

กาแล็กซีมีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการอย่างไร? คือหนึ่งในความลึกลับของจักรวาลที่นักดาราศาสตร์พยายามไขความลึกลับนี้มานาน หลายสิบปี เช่นเดียวกับความลึกลับของสสารมืด (Dark Matter) สสารที่มองไม่เห็นและพลังงานมืด (Dark Energy) พลังงานลึกลับซึ่งต่อต้านแรงโน้มถ่วงและผลักจักรวาลให้ขยายตัวด้วยอัตราเร่งในทุกวันนี้

แซนดี้ เฟเบอร์ นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวลิค แคลิฟอร์เนีย เจ้าของผลงานการศึกษาการกำเนิดกาแล็กซี่ที่โดดเด่นคนหนึ่งอธิบายถึงความ สำคัญของการศึกษากาแล็กซีอย่างง่ายๆ ว่า "กาแล็กซีคือส่วนประกอบของจักรวาล ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงพยายามใฝ่หาคำตอบว่ามันกำเนิดมาได้อย่างไร"


ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1980 นักจักรวาลวิทยาเริ่มนำเราใกล้ความลับนี้เมื่ออธิบายปรากฏการณ์ภายหลังบิ๊ก แบงเมื่อ 13.7 พันล้านปีก่อนว่า เมื่อจักรวาลอยู่ในวัยทารกมันจะขยายตัวอย่างรวดเร็วซึ่งเรียกกันว่าการพอง ตัว (Inflation) การพองตัวนี้จะกระจายความหนาแน่นไปในทุกทิศทาง

ความ รู้นี้ทำให้นักดาราศาสตร์เริ่มมองเห็นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายการกำเนิดกาแล็กซีได้ ต่อมาเมื่อมีการค้นพบสสารมืด ทฤษฎีกำเนิดกาแล็กซีจึงอธิบายว่า ก่อนการพองตัวของจักรวาล ความหนาแน่นในจักรวาลมีลักษณะราบเรียบ แต่เมื่อมันพองตัวการจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นของอาณาบริเวณใน จักรวาลอย่างรุนแรง กล่าวคือเปลี่ยนจากความหนาแน่นที่ราบเรียบและสม่ำเสมอคล้ายทะเลสาบที่ไร้ คลื่นลม กลายมาเป็นความหนาแน่นที่ไม่ราบเรียบและกระเพื่อมเหมือนคลื่นในทะเลขณะกำลัง เกิดพายุ



ใน ขณะเดียวกันสสารมืดก็จะทำให้เกิดการกระเพื่อมมากขึ้นเพราะมันจะดึงดูดสสาร ปกติให้มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนหยดน้ำบนใยแมงมุม ทำให้บริเวณเหล่านี้กลายเป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นสูงมากและมีแรงโน้มถ่วง มากกว่าบริเวณที่อยู่รายรอบ แรงโน้มถ่วงจะดึงสสารปกติให้เข้ามารวมกันมากขึ้นๆ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่ง "วัตถุดิบ" ที่จะให้กำเนิดกาแล็กซีในที่สุด

ทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้จากหลักฐานการค้นพบรังสีฉากหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background-CMB) ซึ่งยังคงเห็นได้อยู่ทุกวันนี้ นอกจากนั้นการค้นพบว่าในกาแล็กซีมีปริมาณของสสารมืดมากกว่าสสารปกติราว 10 เท่าก็เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนให้ทฤษฎีนี้มีความน่าเชื่อถือมาก ยิ่งขึ้น

อย่าง ไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ก็ยังไม่เคยพิสูจน์ทฤษฎีนี้จากของจริงเลย จวบจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.2002 ริชาร์ด เอลลิส นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียและทีมงานใช้กล้อง โทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และกล้องโทรทรรศน์เค้ก (Keck telescope)

ในฮาวายมองย้อนกลับไปในอดีตหลังบิ๊กแบงไม่นานนักแล้วพบกระจุกดาวที่ระยะทาง 13 พันล้านปีแสง ขนาดของมันเล็กมากเท่ากับ 1 ใน20 ของขนาดกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราและมีดาวอยู่เพียง 1 ล้านดวงเท่านั้น



ทีม ค้นพบบอกว่ากระจุกดาวดังกล่าวนี้ถือกำเนิดในช่วงเวลาไม่เกิน 1 พันล้านปีหลังบิ๊กแบง และอธิบายว่ากระจุกดาวนี้คือตัวอย่างต้นกำเนิดของส่วนประกอบของกาแล็กซีซึ่ง ถือกำเนิดขึ้นหลังบิ๊กแบงในราว 2 พันล้านปี ต่อจากนั้นในอีกราว 2-3 พันล้านปีกาแล็กซีเหล่านี้ก็กลายเป็นกาแล็กซีเก่าแก่ซึ่งมีหลายรูปทรง อาทิ กาแล็กซีรูปเกลียว กาแล็กซีรูปทรงกลม กาแล็กซีไร้รูปร่าง เหมือนอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ทว่าจำนวนกาแล็กซีในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีมากกว่าในปัจจุบันประมาณ 3-10 เท่า

การค้นพบครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของ นักดาราศาสตร์โดยทั่วไป แต่สิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็คือ ทำไมกาแล็กซีจึงหลายรูปทรงและมีขนาดและสีที่แตกต่างกัน

ล่าสุดนักดาราศาสตร์อีกทีมได้ให้รายละเอียดมากยิ่งขึ้น และเป็นการค้นพบที่นำความประหลาดใจเหนือความคาดหมายอย่างที่ทฤษฎีไม่เคยว่า ไว้ นั่นคือการพบว่ากาแล็กซีในยุคนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ตายเมื่ออายุยังน้อย

ไอโว แลบบี้ นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวคาร์เนกี้และทีมงานใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ศึกษากาแล็กซีมวลมากจำนวนราว 12 กาแล็กซีย้อนอดีตหลังบิ๊กแบง 2 พันล้านปีหรือช่วงเวลาที่จักรวาลมีอายุน้อยกว่า 1 ใน 5 ของอายุจักรวาลในปัจจุบัน

กาแล็กซี เหล่านี้มีดาวแออัดอยู่ราวๆ 100 พันล้านดวง และมีรูปทรงแตกต่างกัน บางกาแล็กซีกำลังให้กำเนิดดาวดวงใหม่อยู่ บางกาแล็กซีถูกปกคลุมด้วยฝุ่น และบางกาแล็กซีเป็นกาแล็กซีที่ตายแล้ว

แลบบี้กล่าวเปรียบเทียบว่า จักรวาลในขณะเยาว์วัยนั้นก็เหมือนกับสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์ นานาชนิด มีกาแล็กซีหลาก

แต่ ในบรรดากาแล็กซีเหล่านั้นมีกาแล็กซีจำนวนหนึ่งที่ตายแล้วซึ่งไม่เป็นไปตาม ทฤษฎีที่กล่าวไว้ว่ากาแล็กซีที่ตายแล้วจะเกิดก็ต่อเมื่อจักรวาลอายุมากแล้ว  อะไรที่เป็นสาเหตุทำให้กาแล็กซีในช่วงแรกเริ่มของจักรวาลมีอายุสั้น นักดาราศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัด แลบบี้ บอกว่าอาจจะเกิดจากหลุมดำยักษ์ในใจกลางกาแล็กซีดูดกลืนก๊าซและปลดปล่อยรังสี ออกมาซึ่งขัดขวางการกำเนิดดวงดาวในกาแล็กซีนั้นก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้ไม่นานนักกล้องโทรทรรศน์อวกาศกาเลก (Galaxy Evolution Explorer-GALEX) ขององค์การนาซ่า ตรวจพบกาแล็กซีขนาดใหญ่หรือกาแล็กซีมวลมาก มีอายุอยู่ในระหว่าง 100 ล้านปี-1 พันล้านปี อยู่ห่างจากโลกราว 2 พันล้านปี-4 พันล้านปีแสง

การค้นพบของกล้องกาเลกหักล้างทฤษฎีที่ว่า อัตราการเติบโตของเทหวัตถุในจักรวาลหรือการกำเนิดกาแล็กซีกำลังลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าจักรวาลยังคงให้กำเนิดกาแล็กซีอยู่ก็ตาม แต่มันเป็นเพียงกาแล็กซีขนาดเล็กเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่าจักรวาลกำลังขยายตัว สสารที่เคยอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นในช่วงแรกๆ ของจักรวาลได้กระจายตัวออกไป จนยากที่จะทำให้เกิดกาแล็กซีขนาดใหญ่เหมือนในยุคแรกๆ ได้

การไขความลับของกาแล็กซีที่ผ่านมาหลายครั้ง ดูประหนึ่งว่ายิ่งศึกษากาแล็กซีมากเท่าใด ก็จะพบกับความลึกลับซับซ้อนของมันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทุกวันนี้กาแล็กซีจึงยังคงเป็นหนึ่งในความลึกลับสุดยอดของจักรวาลอยู่ต่อไป

 รูปร่างของกาแล็กซี

ไฟล์:Hubble sequence photo.png
     - กาแล็กซี แบบกังหัน (spiral galaxy) มีรูปร่างแบน ตรงกลางเป็นทรงกลมเป็นกระเปาะ มีแขนเหยียดออกไปหลายอัน และตีเกลียวดูเป็นรูปเหมือนกังหัน
     - กาแล็กซี แบบกังหันมีคาน (barred spiral galaxy) มีลักษณะคล้ายกับกาแล็กซี แบบกังหัน แต่ที่กระเปาะใจกลางของกาแล็กซี จะมีคานยื่นออกมาสองด้าน และที่ปลายคานมีแขนออกไป มองดูคล้ายกับหัวฉีดน้ำในสนามหญ้า
     - กาแล็กซี แบบรี (eliptical galaxy) มองดูคล้ายกับซิการ์ กาแล็กซี ชนิดนี้มักจะเป็นกาแล็กซี ที่มีอายุมาก เต็มไปด้วยดาวแก่ที่ใกล้จะดับ
     - กาแล็กซี ไร้รูปร่างเป็นกาแล็กซี ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน เข้าใจว่าเกิดจากการกลืนกันของดาราจักร แบบ 1-3 ที่อยู่ใกล้กัน

 



 
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/2/solar_system_birth/solar_system_birth/solar_system_birth.html

edit @ 14 Jan 2011 19:45:03 by JUNGAPOA

edit @ 14 Jan 2011 19:48:48 by JUNGAPOA

Comment

Comment:

Tweet

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
new gucci sunglasses http://www.mrre.com.au/sunglasses-sale/new-gucci-sunglasses.html

#681 By new gucci sunglasses (110.86.164.3) on 2013-11-15 08:04

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
Moncler Handelsbetrug http://dev.mitmachen-ehrensache.jugendstiftung.de/Moncler-Jacken-outlet/Moncler-doudoune-c-311.html

#680 By Moncler Handelsbetrug (121.205.213.163) on 2013-11-15 05:52

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
MONCLER outlet München http://dieselsindo.com/Moncler-doudoune-Denmark/moncler-piumini-p-164.html

#679 By MONCLER outlet München (121.205.213.163) on 2013-11-13 15:14

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
canada goose parka http://www.failteirishpub.ca/canada-goose-coats/canada-goose-parka.html

#678 By canada goose parka (222.77.212.65) on 2013-11-13 03:15

Zapatos Armani
Sueter Polo Mujer http://relativity.co.in/venta-es/Sueter-Polo-Mujer.html

#677 By Sueter Polo Mujer (110.85.106.103) on 2013-11-11 23:17

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
Sueter Christian Audigier http://www.teomalife.pe/tiendas-es/Sueter-Christian-Audigier.html

#676 By Sueter Christian Audigier (27.159.231.14) on 2013-11-11 20:09

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
Chandal Lacoste Hombre http://www.taxbingo.com/categoria-es/Chandal-Lacoste-Hombre.html

#675 By Chandal Lacoste Hombre (27.159.231.14) on 2013-11-11 19:51

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#674 By longchamp men (222.77.228.145) on 2013-11-11 17:03

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
pink nike blazers for women http://ethanssin.com/nike-blazer/pink-nike-blazers-for-women.html

#673 By pink nike blazers for women (27.153.163.45) on 2013-11-11 05:53

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
Camisas Franklin Marshall http://flightyatra.net/salida-es/Camisas-Franklin-Marshall.html

#672 By Camisas Franklin Marshall (110.85.106.103) on 2013-11-11 04:34

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
veste moncler homme http://www.usahaexpressindonesia.com/moncler-pas-cher-France/doudoune-moncler-p-70.html

#671 By veste moncler homme (120.37.211.67) on 2013-11-11 01:23

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
canada goose size http://www.pegasusshuttle.com/canada-goose-expedition-parka/canada-goose-size.html

#670 By canada goose size (27.153.163.45) on 2013-11-10 23:05

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
longchamp for men http://www.empiretoronto.com/longchamp-nyc/longchamp-for-men.html

#669 By longchamp for men (110.85.73.211) on 2013-11-09 06:37

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
piumini uomo moncler 2012 http://mcresorts.in/it-spaccio-moncler/piumini-uomo-moncler-2012.html

#668 By piumini uomo moncler 2012 (120.43.20.254) on 2013-11-07 00:41

การเกิดระบบสุริยะ กาแล็กซี่ | Chantima Chinarak <a href="http://www.thedessertguys.com" title="ugg slippers for men">ugg slippers for men</a>

#667 By ugg slippers for men (216.244.75.215, 14.154.149.169) on 2013-11-06 17:40

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
MONCLER nyc http://dieselsindo.com/Moncler-doudoune-Denmark/moncler-piumini-p-132.html

#666 By MONCLER nyc (120.43.20.254) on 2013-11-06 07:42

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
how much is a canada goose http://www.keralapropertybazar.com/canada-goose-sale/how-much-is-a-canada-goose.html

#665 By how much is a canada goose (27.159.230.118) on 2013-11-04 17:18

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
oakley holbrook women http://www.finewoodventech.com.au/brand-sunglasses/oakley-holbrook-women.html

#664 By oakley holbrook women (110.85.113.63) on 2013-11-04 05:22

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
black and white nike blazers http://ethanssin.com/nike-blazer/black-and-white-nike-blazers.html

#663 By black and white nike blazers (27.159.230.118) on 2013-11-04 02:00

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak
louis vuitton attitude sunglasses http://www.mrre.com.au/sunglasses-sale/louis-vuitton-attitude-sunglasses.html

#662 By louis vuitton attitude sunglasses (117.26.76.228) on 2013-11-02 01:46

การเกิดระบบสุริยะ กาแล็กซี่ | Chantima Chinarak <a href="http://autosaver.co.id/piumini-moncler-it/moncler-womens-coat.html" title="moncler womens coat">moncler womens coat</a>

#661 By moncler womens coat (218.57.136.200) on 2013-11-01 00:49

xIVdrb http://www.MHyzKpN7h4ERauvS72jUbdI0HeKxuZom.com

#660 By WBlHCmSvo (222.124.142.121, 222.124.142.121) on 2013-10-29 15:30

การเกิดระบบสุริยะ กาแล็กซี่ | Chantima Chinarak <a href="http://paulgrindle.com/lancels.asp?id=15" title="boutique lancel">boutique lancel</a>

#659 By boutique lancel (221.7.11.68) on 2013-10-24 19:46

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#658 By lose weight (124.231.209.111) on 2013-09-26 23:49

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#657 By classic sparkles ugg boots (222.77.204.150) on 2013-09-25 04:58

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#656 By ugg hat (27.153.217.109) on 2013-09-20 19:51

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#655 By boots sales (222.77.212.51) on 2013-09-20 09:16

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#654 By mens moncler jackets sale (27.153.216.155) on 2013-09-20 00:41

????????????????? ????????? | Chantima Chinarak

#653 By ugg upside leather boots (27.159.229.62) on 2013-09-17 16:39

Great internet site. Lots involving useful information here. I are sending it to a couple of pals ans in addition sharing throughout delicious. As well as, thank you as part of your sweat!

#652 By Cheap NBA Jerseys (117.26.119.105, 222.180.173.1) on 2013-09-02 04:04

Probably certainly not, unless anyone watch your CBS normal soap chrome The Bold plus the Beautiful.
Snapback Hats http://www.cchh.org/Snapback.aspx

#651 By Snapback Hats (120.37.229.119) on 2013-08-24 21:45

SEOȺ
ӢSEO

#650 By ӢSEO (218.60.148.5) on 2013-08-24 13:54

PJvkAcFT http://www.x1PEWKq02Gl0t27456mtvo.com/
PJvkAcFT
<a href="http://www.x1PEWKq02Gl0t27456mtvo.com/" title="PJvkAcFT">PJvkAcFT</a>

#649 By PJvkAcFT (182.35.187.205) on 2013-08-24 11:02

<a href="http://www.g6l02co9rfhn37065hw9044n8x2w3uehs.org/">afvgfpwqbod</a>
ufvgfpwqbod
fvgfpwqbod http://www.g6l02co9rfhn37065hw9044n8x2w3uehs.org/

#648 By fvgfpwqbod (5.134.35.34) on 2013-08-24 00:35

I were once recommended this site via your cousin. I’m now not sure with certainty if this present is written as a result of him as use of else realise such several approximately your trouble. You could be incredible! Regards!

#647 By Wholesale Tanks (110.89.8.24) on 2013-08-24 00:32

󥰥饹

#646 By OAKLEY (112.5.234.199) on 2013-08-21 04:09

󥰥饹

#645 By `` 󥰥饹 (112.5.234.92) on 2013-08-14 09:33

Lately, Completely new Nigerian has provided method to a good tenuous steadiness among the contestingcultural

#644 By ebay (120.37.208.14) on 2013-07-22 09:37

holding both equally Moroccan together with Dutch us passports, may seem an exemplar in the multicultural, world wide {citizen|resident|person|homeowner|kama'aina

#643 By amazon (120.37.208.14) on 2013-07-22 07:44

amount of resistance within European union. A very important factor a newnation canrrrt do having multiculturalism can be

#642 By http://www.pirathon.com (120.37.208.14) on 2013-07-21 11:09

although even

#641 By nike free (120.43.5.56) on 2013-07-16 12:56

couple classified ads

#640 By aerochart (120.43.5.56) on 2013-07-16 11:08

identifies.

#639 By ebay (120.37.230.185) on 2013-07-16 09:40

within awork of fiction

#638 By yahoo (120.37.230.185) on 2013-07-16 08:55

with regard to turnip.Forty nine.

#637 By youtube (120.37.230.185) on 2013-07-16 08:31

r / c

#636 By brand (120.37.230.185) on 2013-07-16 08:20

of which.

#635 By youtube (27.159.229.64) on 2013-07-16 07:41

someplace else.

#634 By outlet (27.159.229.64) on 2013-07-16 02:07

North america

#633 By http://www.haier.com.au (27.159.229.64) on 2013-07-16 01:40

it may seem

#632 By michael kors bags (117.26.78.82) on 2013-07-13 21:04